ต่อไปนี้คือบทคัดลอกจากคำร้องปรกติต่อทันตแพทย์คนหนึ่งโดยผู้ป่วยที่ไม่มีความสุขมาก
กล่าวหาว่าจำเลยมีความผิดของความประมาทในเรื่องที่เขา ไม่ตรวจฟัน เหงือก ขากรรไกร ของโจทย์ตามระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้แน่ใจว่าการรักษาที่เหมาะสมถูกให้ต่อโจทย์เพื่อยับยั้งการเจริญของโรคปริทันต์และไม่ส่งต่อโจทย์ให้ทันตแพทย์เฉพาะทางสำหรับการรักษาเฉพาะทาง
โชคดีที่คำร้องเหล่านี้ไม่เกิดขึ้นบ่อยเหมือนทันตกรรมที่รู้จักกันดีด้านอื่นๆ
แต่เมื่อเกิดแล้วก็เป็นความทุกข์ของทั้งหมอและผู้ป่วย ขึ้นกับชนิดของผู้ป่วยที่ทำการกล่าวหาและชนิดของหมอที่เกี่ยวข้อง และมักจะลงเอยด้วยการตกลงที่ราคาสูง
คำร้องทางทันตกรรมส่วนมากมักเกิดหลังการรักษาสิ้นสุด นั่นอาจหมายถึงหลังการนัดเพียงครั้งเดียว แต่เรื่องของการละเลยโรคเหงือกแล้วมักเกิดหลังจาก ที่หมอและคนไข้เคยมีความสัมพันธ์ทางวิชาชีพที่ดีต่อกันมาระยะเวลาหนึ่ง คนไข้ได้ไว้วางใจการรักษาของหมอรวมถึงความชำนาญ และยอมรับการตัดสินใจอย่างไม่เคยมีข้อสงสัย
ส่วนใหญ่ของคำร้อง ผู้ป่วย จะมาตามนัดสม่ำเสมอ และทุก6 เดือนมีความสัมพันธ์ที่ดี เป็นที่ภาคภูมิใจกันทั้งสองฝ่าย ส่วนน้อยผู้ป่วยตระหนักถึงความจำเป็นในการดูแลสุขภาพช่องปาก ไม่มีฟันผุ แปรงฟันปรกติ และรู้สึกมั่นใจว่าด้วยความชำนาญและคุณภาพของหมอดังนั้นเขาควรมีสุขภาพช่องปากที่ดีเลิศ โชคไม่ดีที่ส่วนใหญ่หมอมักสนใจแต่ดูฟัน
ส่วนหมอมักเป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับนับถือว่าเป็นมืออาชีพระดับสุงในชุมชน มีประสพการณ์มากกว่า10ปี มีความพยายามอุตสาหะในการให้การรักษาระดับคุณภาพแก่ผู้ป่วยทุกคนสามารถชักชวน จูงใจ ทำให้ผู้ป่วยเชื่อว่าจะมีสุขภาพในช่องปากที่ดีเยี่ยมตลอดชีพเมื่อผ่านการรักษาคงสภาพอย่างสม่ำเสมอ
เหตุมักเกิดเมื่อ มี2 เหตุการณ์เกิดขึ้น คือ ผู้ป่วยย้ายบ้านหรือไปพบหมอคนใหม่เมื่อได้รับการตรวจอย่างสมบูรณ์แล้วพบว่าเป็นโรคเหงือกอย่างรุนแรงต้องส่งหมอเฉพาะทาง หรือถอนฟันบางซี่
อีกนัยหนึ่งอาจเป็นว่าผู้ป่วยไม่คาดคิดว่าจะต้องถอนฟันหรือมีช่องว่างด้านหน้า
ดังนั้นจึงกลับไปพบหมอเดิมเพียงที่จะถูกบอกว่ามีพัฒนาการที่น่าประหลาดใจและการรักษาที่จำเป็น ต่อสภาพที่เสื่อมลง
เกิดอะไรขึ้น?
ความสัมพันธ์พังพินาศ ความไว้วางใจหายไป เกิดความโกรธขึ้นมาแทน
เกือบทุกเคสผู้ป่วยได้รับการขุดหินปูนทำความสะอาดฟัน ได้รับคำแนะนำการดูแลช่องปาก ซึ่งไม่มีประโยชน์ในการต่อสู้คดีสำหรับ กรณีที่ผู้ป่วยผ่านช่วงเวลายาวนานของการเจริญของโรคปริทันต์จนถึงระยะสุดท้าย และไม่เคยถูกบอกกล่าวเลย
จดหมายแสดงความโกรธที่ADA (NSW)ได้รับแสดงอารมณ์ความรุ้สึกอย่างชัดเจนเมื่อผู้ป่วยทราบถึงโรคปริทันต์ระยะสุดท้าย
จากจดหมาย
เดียร์ เซอร์ มาดาม
ฉันขอคำแนะนำเรื่องฉันเชื่อว่าฉันได้รับการละเลยทางการแพทย์ ฉันพบทันตแพทย์เพื่อทำความสะอาดฟันและอุดฟันสม่ำเสมอ เป็นเวลา3ปีครึ่งนัดประมาณ 14 ครั้ง หลังจากมีอาการเหงือกมีปัญหา ฉันไปพบหมออีกคนเป็นความเห็นที่สอง
ฉันถูกส่งไปพบหมอเฉพะทาง วิเคราะห์ว่าเป็นโรคปริทันต์ ฉันช็อคที่ทราบว่าเป็นโรคนี้ทั้งที่ฉันพบหมอฟันสม่ำเสมอเพื่อดูแลสุขภาพช่องปาก
ทั้ง2 หมอเชื่อว่าโรคน่าจะถูกตรวจพบก่อนหน้านี้เพื่อป้องกันฟันจากการมาถึงระยะที่ต้องถอน
ฉันจะเรียกร้องค่าชดเชยจากหมอสำหรับความเสียหายนี้
มากไปกว่านั้น
ผู้ป่วยเหล่านี้มักจะเหมารวมการดูแลสุขภาพช่องปาก การรักษาไม่เพียง ราคา สภาวะขณะนั้นแต่รวมถึงความต้องการในอนาคตทั้งค่าทันตกรรมและการแพทย์ ที่จะเกิดตลอดชีวิต
การรักษาคงสภาพ การผ่าตัดทำรากเทียมหรือฟันปลอมเพื่อทดแทนฟันที่ต้องถอนเพราะโรคเหงือกบ่อยครั้งก็เป็นจำนวนใหญ่มากเพราะความโกรธและคาดไม่ถึงของคนไข้
โรคปริทันต์
ความแตกต่างที่สำคัญของโรคเหงือกกับการรักษาทางทันตกรรมอื่นๆ
ผู้ป่วยที่ละเลยการดูแลช่องปากสามารถเกิดเหงือกอักเสบในดีกรีต่างๆกัน
อย่างไรก็ดี เพียง10%ของผู้ป่วยเหล่านี้ได้พัฒนาเป็นโรคปริทันต์
บ่อยครั้งโรคปริทันต์ไม่สามารถระบุอย่างชัดเจนและอาจไม่มีอาการ การระบุโรคมักต้องการภาพรังสีที่เหมาะสม และการวัดร่องเหงือก
ด้วยการเจริญไปเรื่อยๆของโรคปริทันต์จึงยากที่จะทำให้ผู้ป่วยตระหนักถึงโรคและความรุนแรงของมันแต่เริ่มแรก หมอก็อาจหลงเข้าสู่comfort zone เช่นดียวกับผู้ป่วย คือละเลยเช่นกัน และจะรุ้เมื่อมันยากจะจัดการและคงสภาพไว้ได้แล้ว
โรคเหงือกเกิดขึ้นอย่างช้าๆ และเงียบๆ บ่อยครั้งเกิดในวัยหนุ่มสาวและอาจใช้ระยะเวลามากกว่า10ปี จึงไปถึงระยะสุดท้าย
โรคเหงือกสามารถคงตัวในระยะยาวและสามารถเกิดอาการรุนแรงขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้
การวิเคราะห์และการรักษาต้องทำต่อเนื่องกว่าการอุดฟัน รักษารากฟัน การรักษาโรคเหงือกให้ได้รับผลความพึงพอใจไม่ใช่เรื่องง่าย
การละเลยฟันผุอาจทำให้เกิดการเสียฟัน1 ซี่
แต่โรคเหงือกอาจทำให้เสียฟันทั้งหมดได้
การรักษาโรคเหงือกต้องอาศัยความร่วมมือกันอย่างสูงทั้งสองฝ่าย ตรงข้ามกับการรักษาอื่นๆ ซึ่งขึ้นกับความชำนาญของหมอและผู้ป่วยยินยอมก็พอ แต่ผู้ป่วยต้องมีทัศนคติเชิงบวก และให้ความร่วมมือด้วย
ผู้ป่วยมักเชื่อและคาดหวังว่าด้วยการรักษาที่มีคุณภาพจะทำให้สุขภาพช่องปากดีเยี่ยมไปตลอด
ผู้ป่วยเหล่านี้ มักจะมีปฏิกิริยาที่รุนแรงมากเมื่อมีพยาธิสภาพที่ไม่ได้ระบุเป็นเวลานานซึ่งจะสามารถทำลายฟันทั้งหมดและความคาดหวังที่สูงส่งของเขาเหล่านั้น
หลีกเลี่ยงความหายนะได้อย่างไร
มันถูกแนะนำว่าComprehensive Oral Exam(COE)ต้องทำทันทีสำหรับคนไข้ใหม่ทุกคนที่จะทำการรักษา ซึ่งจะหลีกเลี่ยงความเป็นไปได้ที่หมอจะถูกฟ้องในเวลาต่อมาของการไม่ระบุโรคและรักษาโรคเหงือกที่แสดงเมื่อแรกพบผู้ป่วย
COE ควรถูกพิจารณาให้ทำประจำปีสำหรับเคสต่อเนื่องทั้งหมด
โดยเอ็กซ์เรย์ปรกติ รวมถึง bw หรือ opg ต้องถูกพิจารณา
การทำอย่างนี้จะได้การบันทึกอย่างสมบุรณ์ของสถานะเหงือกและฟันของผู้ป่วยทั้งหมด
COE(011)ควรประกอบด้วย
- การลงตำแหน่งฟันทั้งหมด
-วัดความมีชีวิต และการโยกของฟัน
-บันทึกสภาวะเหงือกทั้งปาก probing mobility plague bleeding indices
-Record CPITN ถ้าเป็นไปได้
-บันทึกลักษณะพยาธิสภาพตามคำบอกของผู้ป่วย
-ถ้ามีร่องเหงือกลึกที่ต้องระวังควรแนะนำผู้ป่วยทันทีและบันทึก
เมื่อระบุโรค แจ้งผู้ป่วยแล้วบันทึก 11 d ซึ่งประกอบด้วย
-Full outline ของ prognosis และผลที่จะเกิดขึ้นเมื่อไม่ได้รับการรักษา
-Outline ของทางเลือกของการรักษา ราคา ช่วงเวลา
-บันทึกข้อมูลที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อการส่งต่อหรือได้เสนอการส่งต่อ เป็นทางเลือกถ้าผู้ป่วย
ปฎิเสธการส่งต่อได้เตือนแล้วถึงผล
มันสำคัญว่าทุกปัญหาที่พบระหว่างการตรวจต้องแจ้งผู้ป่วยเพื่อรวมไว้ในแผนการรักษาสำหรับอนาคต
มันสำคัญว่าปัญหาทั้งหมด ที่พบระหว่างตรวจแจ้งผู้ป่วยแล้วถ้าไม่เก็บข้อมูลไว้ ในเวลาต่อมาจะพิสูจน์ไม่ได้ว่าได้ทำ
ที่มา:LAW&YOU by Drs.John Wilkinson&Bill O'Reilly
Dental Asia September/October 2007
เรียบเรียงโดยทันตแพทย์หญิงจิราวรรณ นิลมาก สอบถามเพิ่มเติมที่โทร 02-311-2158
ี่
yourdentistinter@hotmail.com